วันที่สายน้ำท่วมลาดกระบัง : บันทึกเหตุการณ์และเรื่องราวของผู้คนใน สจล.

          ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป

          บรรยากาศช่วงฤดูฝนในเช้าวันธรรมดาวันหนึ่ง นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากรต่างเดินทางมาเรียนและทำงานกันตามปกติ ช่วงปลายเดือนกันยายน กิจกรรมต่าง ๆ ภายในสถาบันยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเรียนการสอน การทำงาน และงานแสดงมุทิตาจิตแด่ผู้เกษียณอายุราชการ

          ท่ามกลางบรรยากาศที่คุ้นเคย สายฝนยังคงโปรยปรายลงมาอย่างต่อเนื่อง จากวันแรกเข้าสู่วันที่สอง และล่วงเลยไปจนถึงวันที่สาม โดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง

          ระหว่างวันที่ 24 – 27 กันยายน 2569 ฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องตลอดสามวันสามคืน กำลังกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเหตุการณ์ที่ไม่มีใครคาดคิด เพราะสิ่งที่ตามมาไม่ได้เป็นเพียงน้ำฝนที่รอวันระบายออกไปตามปกติ แต่กลับกลายเป็นวิกฤตอุทกภัยที่ขยายวงกว้างไปทั่วพื้นที่ลาดกระบังและชุมชนโดยรอบ

          ในเวลาเพียงไม่กี่วัน ภาพของสถาบันการศึกษาที่คุ้นเคยเริ่มเปลี่ยนไป เส้นทางสัญจร ถนน และพื้นที่ภายในสถาบันได้รับผลกระทบจากน้ำท่วม และในขณะเดียวกันประชาชนโดยรอบ สจล. ต่างก็ต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากไม่ต่างกัน

          และนั่นคือจุดเริ่มต้นของช่วงเวลากว่า 20 วัน ที่ สจล. ต้องเผชิญกับบทบาทสำคัญทั้งสองมิติไปพร้อมกัน ด้านหนึ่งคือการเป็นที่พึ่งพิงให้แก่ผู้ประสบภัย แต่อีกด้านหนึ่ง สจล. เองก็กลายเป็นผู้ประสบภัยเช่นเดียวกัน

ภาพ : สถานการณ์เหตุการณ์น้ำท่วม พ.ศ. 2569 ณ สจล. 

          เมื่อ สจล. ต้องกลายเป็นที่พึ่ง ทั้งที่ตัวเองก็เป็นผู้ประสบภัย

          สายฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องและไม่มีท่าทีว่าจะหยุดลง นำมาสู่สถานการณ์ที่ไม่อาจรับมือได้ด้วยวิธีตามแบบปกติอีกต่อไป เช้าวันที่ 26 กันยายน 2569 สจล. ได้เปิดศูนย์พักพิงสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วมอย่างเป็นทางการ ณ หอประชุมเจ้าพระยาสุรวงษ์ไวยวัฒน์ (วร บุนนาค) โดยร่วมมือกับสำนักงานเขตลาดกระบัง พร้อมเป็นศูนย์กลางประสานความช่วยเหลือจากหลายภาคส่วน

          ตั้งแต่วันแรกของการเปิดศูนย์พักพิง ชาวบ้านต่างทยอยเดินทางมาขอความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง จากจำนวนผู้เข้าพักหลักร้อยคน เพิ่มขึ้นเป็นสี่ร้อยคน ก่อนจะมีผู้เข้าพักสูงสุดเกือบพันคน ทั้งครอบครัวที่มีผู้ป่วย ผู้สุงอายุ คนพิการ ตลอดจนครอบครัวที่ต้องอพยพมาพร้อมสัตว์เลี้ยง หอประชุมที่ซึ่งเคยเป็นพื้นที่จัดกิจกรรมของสถาบัน จึงถูกปรับเปลี่ยนเป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวสำหรับผู้คนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้

          ขณะที่ สจล. เปิดพื้นที่ให้ประชาชนได้พึ่งพิง แต่อีกด้านของสถาบันก็กำลังเผชิญกับสถานการณ์น้ำท่วมไม่ต่างกัน พื้นที่หลายส่วนภายในสถาบันได้รับผลกระทบอย่างหนัก โดยเฉพาะบริเวณโซน A ลาดจอดหลังอาคารสำนักงานอธิการบดีที่มีน้ำท่วมสูงเกือบมิดรถเก๋ง บริเวณโดยรอบหอพักนักศึกษาระดับน้ำสูงถึง 90 เซนติเมตร สนามกีฬาของสถาบันเองก็อ่วมหนัก โซนอื่น ๆ ของ สจล. คณะต่าง ๆ ก็แช่อยู่ใต้น้ำท่วมขังเช่นเดียวกัน

          น้ำที่ท่วมขังไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะอาคารสถานที่ แต่ยังสร้างความยากลำบากต่อการสัญจร การเรียนการสอน และการใช้ชีวิตประจำวันของนักศึกษาและบุคลากร ยิ่งสถานการณ์ยืดเยื้อออกไป การเฝ้ารอให้ระดับน้ำลดลงตามธรรมชาติเพียงอย่างเดียว อาจไม่ใช่แนวทางที่จะช่วยคลี่คลายสถานการณ์ได้ในเวลาที่ต้องการ

ภาพ : ศูนย์พักพิงสำหรับผู้ประสบภัยน้ำท่วม

          ปฏิบัติการระบายน้ำ และร่องรอยความเสียหาย

          ตลอดช่วงเวลาที่สถานการณ์น้ำท่วมยังคงยืดเยื้อ สจล. มีการติดตามและประเมินระดับน้ำในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่หน่วยงานภาครัฐต้องกระจายกำลังเข้าช่วยเหลือประชาชนในหลายพื้นที่ ทั้งลาดกระบัง ร่มเกล้า และหนองจอก ซึ่งต่างได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งนี้เช่นเดียวกัน

          เมื่อสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย สจล. จึงต้องเร่งวางแผนระบายน้ำออกจากพื้นที่ โดยวันที่ 5 ตุลาคม 2569 ภายหลังระดับน้ำในคลองประเวศบุรีรมย์เริ่มลดลง สถาบันได้ดำเนินการติดตั้งท่อสูบน้ำ เพื่อเตรียมระบายน้ำที่ท่วมขังลงสู่คลอง ควบคู่กับการวางกระสอบทรายเป็นแนวกั้นน้ำ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำไหลย้อนกลับเข้าสู่พื้นที่อีกครั้ง

          ในระหว่างการระดมอุปกรณ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ ยังมีความพยายามนำเครื่องสูบน้ำพญานาคที่ไม่ได้ใช้งานมานานถึง 22 ปี กลับมาฟื้นฟูเพื่อเตรียมใช้งานอีกครั้ง โดยเจ้าหน้าที่ของสำนักงานบริหารทรัพย์สินของสถาบัน

          การดำเนินงานยังคงมีอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงวันที่ 10–11 ตุลาคม 2569 ที่มีการเร่งสูบน้ำออกจากพื้นที่สถาบันเพื่อคลี่คลายสถานการณ์น้ำท่วมขัง โดยมีทีมงานด้านกายภาพของ สจล. เป็นกำลังสำคัญในการปฏิบัติงาน

          หากย้อนถึงเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อครั้ง พ.ศ. 2554 รองศาสตราจารย์ ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. อธิบายว่า วิกฤตน้ำท่วมทั้งสองครั้งมีลักษณะแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยในปี พ.ศ. 2554 เป็นสถานการณ์ที่เกิดจากมวลน้ำทางตอนเหนือไหลลงมาสะสม ทำให้ระดับน้ำค่อย ๆ เพิ่มสูงขึ้น ขณะที่อุทกภัยปี พ.ศ. 2569 กลับเกิดจากปริมาณฝนที่ตกหนักผิดปกติในพื้นที่โดยตรง ส่งผลให้ระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่มวลน้ำจากทางเหนือจะไหลลงมาสมทบเสียอีก

          ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งคือลักษณะภูมิประเทศของกรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะบริเวณลาดกระบังที่มีพื้นที่ต่ำคล้ายแอ่งกระทะ เมื่อระดับน้ำในคลองและพื้นที่โดยรอบเพิ่มสูงขึ้นจนล้นเข้าสู่พื้นที่ต่ำ น้ำจึงไหลเข้าท่วมขังและระบายออกได้ยาก โดยอธิการบดีประเมินว่า ระดับน้ำในพื้นที่ครั้งนี้สูงกว่าปี พ.ศ. 2554 ประมาณ 10-20 เซนติเมตร แม้ดูเป็นความแตกต่างที่ไม่มากนัก แต่เมื่อประกอบกับลักษณะภูมิประเทศและข้อจำกัดด้านการระบายน้ำ กลับทำให้พื้นที่หลายแห่งได้รับผลกระทบเป็นวงกว้าง

          สำหรับ สจล. ผลกระทบครั้งนี้แตกต่างจากเหตุการณ์น้ำท่วมปี พ.ศ. 2554 อย่างชัดเจน เพราะในอดีตพื้นที่ภายในสถาบันไม่ได้รับผลกระทบรุนแรงเช่นครั้งนี้ กลับกันในปี พ.ศ. 2569 น้ำเอ่อล้นเข้าท่วมถนน สนามกีฬา และพื้นที่ต่ำหลายแห่งภายในสถาบัน ขณะที่ระดับน้ำภายนอกยังคงสูงจนเป็นอุปสรรคต่อการระบายน้ำ การรับมือครั้งนี้จึงต้องอาศัยทั้งการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และการปรับแผนดำเนินงานให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

          อย่างไรก็ตาม การระบายน้ำออกจากพื้นที่ไม่ได้ดำเนินไปอย่างราบรื่นในทุกจุด รองศาสตราจารย์สุพจน์ ศรีนิล รองอธิการบดีฝ่ายกายภาพและสิ่งแวดล้อม เล่าว่า มีช่วงหนึ่งที่ถนนบริเวณทางเข้าวิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ ซึ่งระดับน้ำเกือบลดลงจนแห้งแล้ว กลับมีน้ำเพิ่มสูงขึ้นอีกประมาณ 15 เซนติเมตร เนื่องจากเครื่องสูบน้ำเกิดขัดข้องและไม่สามารถซ่อมแซมได้ทัน ทำให้ทีมงานต้องเร่งแก้ไขปัญหา รวมถึงเคลื่อนย้ายเครื่องสูบน้ำจากพื้นที่ที่สถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ไปสนับสนุนพื้นที่ที่ยังมีน้ำท่วมขัง

          นอกจากการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าแล้ว สจล. ยังได้จัดตั้งคณะทำงานวิเคราะห์สถานการณ์น้ำ โดยอาศัยความร่วมมือจากอาจารย์และบุคลากรของคณะต่าง ๆ ร่วมกันติดตามระดับน้ำและแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกอบการประเมินสถานการณ์และวางแผนรับมือกับปริมาณน้ำที่ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

          ขณะเดียวกัน สจล. ยังต้องสำรวจและประเมินความเสียหายที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ โดยเฉพาะศูนย์กีฬาที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก ทั้งลู่วิ่งยางสังเคราะห์ที่เกิดการพองตัวจากน้ำ สนามฟุตซอลที่พื้นสนามได้รับความเสียหาย และสนามบาสเกตบอลที่พื้นผิวแตกร้าว โดยมีการประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นเฉพาะพื้นที่ศูนย์กีฬาอยู่ที่ประมาณ 60 ล้านบาท

          นอกจากนี้ ยังมีพื้นที่ของคณะและหน่วยงานต่าง ๆ ที่ต้องสำรวจความเสียหายเพิ่มเติม อาทิ พื้นที่ปฏิบัติงานและสำนักงานบางส่วนของคณะสถาปัตยกรรม ศิลปะและการออกแบบ ตลอดจนถนนและระบบสาธารณูปโภคภายในสถาบัน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบและฟื้นฟูเพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานได้อย่างปลอดภัย

          ความเสียหายจากวิกฤตครั้งนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอาคารสถานที่หรือทรัพย์สินเท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อภารกิจด้านการศึกษาของสถาบัน ทั้งการจัดการเรียนการสอน การทำปฏิบัติการในห้องปฏิบัติการ และกำหนดการสอบที่ต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ โดยอาจารย์สุพจน์ระบุว่า สถาบันได้เลื่อนกำหนดการสอบออกไปหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้นักศึกษามีโอกาสกลับเข้าห้องปฏิบัติการและดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้รับผลกระทบก่อนเข้าสู่การสอบและประเมินผล

          ความเสียหายทางกายภาพอาจประเมินมูลค่าการซ่อมแซมและฟื้นฟูได้ แต่ผลกระทบด้านการศึกษา ทั้งโอกาสทางการเรียนรู้ที่ต้องหยุดชะงัก ช่วงเวลาในห้องเรียนและห้องปฏิบัติการที่ต้องปรับเปลี่ยน ตลอดจนประสบการณ์การใช้ชีวิตในรั้วสถาบันของนักศึกษา กลับเป็นความเสียหายอีกมิติหนึ่งที่ไม่อาจตีค่าออกมาเป็นตัวเงินได้ทั้งหมด

ภาพ : ปฏิบัติการระบายน้ำ

          อีกด้านของวิกฤต คือเรื่องราวของผู้คน

          ตลอดช่วงเวลาที่ สจล. ต้องรับมือกับสถานการณ์น้ำท่วม ภารกิจดูแลผู้ประสบภัยภายในศูนย์พักพิงยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง โดยมีอาจารย์ บุคลากร นักศึกษา ตลอดจนเครือข่ายศิษย์เก่าและหน่วยงานภายนอก เข้ามามีส่วนร่วมในการจัดหาอาหาร สิ่งของจำเป็น และสนับสนุนการดำเนินงานในด้านต่าง ๆ

          การช่วยเหลือหลายส่วนเกิดขึ้นจากการประสานงานระหว่างผู้คนที่อยู่ต่างพื้นที่ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ธิติพันธุ์ ตริตระการ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ เป็นหนึ่งในผู้ประสานเครือข่ายศิษย์เก่าเพื่อระดมทุนและทรัพยากรจากผู้ที่พร้อมให้ความช่วยเหลือ หนึ่งในนั้นคือร้านสามเสนวิลล่า ซึ่งเข้ามาสนับสนุนอาหารกล่องสำหรับผู้ประสบภัย รวมถึงการดูแลนักศึกษาที่พักอาศัยอยู่บริเวณหอพักรอบสถาบัน

          ขณะเดียวกัน รองศาสตราจารย์ ดร.จรสวรรณ โกยวานิช รองอธิการบดีฝ่ายบริหารทรัพย์สินและความยั่งยืน ได้ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอก พร้อมสนับสนุนการดูแลความเป็นอยู่ของนักศึกษาที่พักอาศัยอยู่ภายในหอพักของสถาบัน ซึ่งในช่วงแรกมีจำนวนกว่า 3,000 คน เนื่องจากนักศึกษาไม่สามารถออกไปหาซื้ออาหารได้ตามปกติ สจล. จึงต้องเปิดโรงครัวสำหรับจัดเตรียมอาหาร โดยเจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารทรัพย์สินร่วมกันประกอบอาหารทั้งสามมื้ออย่างต่อเนื่องประมาณ 14 – 15 วัน เพื่อดูแลนักศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม

          ส่วนรองศาสตราจารย์ ดร.คมแข พิลาสมบัติ รองคณบดีคณะเทคโนโลยีการเกษตร ก็เป็นอีกหนึ่งในผู้ที่ช่วยประสานจัดหาอาหารและขนมปังให้แก่ผู้ประสบภัยในช่วงเวลาดังกล่าว

          สำหรับนักศึกษาที่พักอาศัยอยู่ภายนอกสถาบัน การเดินทางมารับอาหารด้วยตนเองในบางพื้นที่เป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากระดับน้ำตามถนนและซอยต่าง ๆ ยังท่วมสูง ทีมงานจึงต้องปรับวิธีการช่วยเหลือด้วยการนำอาหารขึ้นรถหกล้อและเรือ เพื่อจัดส่งเข้าไปตามชุมชนและหอพัก รวมถึงพื้นที่เกกีซึ่งมีน้ำท่วมจนรถทั่วไปสัญจรได้ลำบาก

          นอกเหนือจากภารกิจด้านอาหารและการดูแลผู้ประสบภัย การทำงานร่วมกันของแต่ละคณะยังเป็นอีกหนึ่งภาพที่เกิดขึ้นตลอดช่วงวิกฤต อาจารย์สุพจน์เล่าถึงการร่วมมือกันของผู้บริหาร อาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ทั้งการจัดทำแนวกั้นน้ำ การกรอกกระสอบทราย และการขนย้ายสิ่งของ เมื่อคณะหนึ่งสามารถจัดการสถานการณ์ในพื้นที่ของตนเองได้แล้ว ก็พร้อมส่งกำลังไปช่วยเหลือคณะอื่นต่อ

          “สิ่งที่เห็นเป็นความดีงามมากก็คือความสามัคคี การร่วมแรงร่วมใจกันของแต่ละคณะ”

          อาจารย์สุพจน์ยังเล่าถึงนักศึกษาจิตอาสาจากต่างคณะและต่างชั้นปีที่มาร่วมกันทำงาน บางคนร่วมขนส่งอาหารและสิ่งของไปยังชุมชน ขณะที่นักศึกษาบางส่วนซึ่งมีรถยกสูงก็เสนอตัวช่วยขนส่งสิ่งของด้วยตนเอง แม้บางคนจะได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมเช่นเดียวกัน

          ในอีกด้านหนึ่ง ทรัพยากรและนวัตกรรมของสถาบันก็ถูกนำมาใช้สนับสนุนภารกิจช่วยเหลือชุมชน อธิการบดีได้กล่าวถึงเรือไฟฟ้า แพกู้ภัยจากทุ่นลอยน้ำ และท่าเรือ ซึ่งเกิดจากความร่วมมือระหว่างกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) สจล. TTA Group และบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC โดยนวัตกรรมที่นำเสนอในช่วงงานลาดกระบังนิทรรศน์ 2569 (KMITL EXPO 2026) ถูกนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการขนส่งสิ่งของและอาหารไปยังชุมชนตามแนวคลองประเวศ ทั้งบริเวณหัวตะเข้และคลองหลวงแพ่ง

          ความช่วยเหลือยังขยายไปถึงนักเรียนและผู้ปกครองจากโรงเรียนสาธิตนานาชาติพระจอมเกล้าลาดกระบัง (KMIDS) ที่ร่วมกันนำอาหารมาสนับสนุนผู้ประสบภัยและลงพื้นที่แจกจ่ายอาหารให้แก่ประชาชนในชุมชนโดยรอบสถาบัน อาจารย์สุพจน์ยังเล่าถึงเด็กนักเรียนคนหนึ่งที่ได้ร่วมลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ก่อนจะบอกกับทีมงานว่า “หนูรู้แล้วว่าโตขึ้นหนูอยากเป็นหมอ จะได้มาช่วยเหลือผู้สูงอายุ และคนป่วยได้”

ภาพ : เรื่องราวของผู้คนในสถานการณ์น้ำท่วม สจล. 2569

          น้ำลดแล้ว แต่ทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้

          เมื่อระดับน้ำในหลายพื้นที่เริ่มลดลง สจล. ได้วางแนวทางการฟื้นฟูและป้องกันน้ำท่วมออกเป็น 2 ระยะ โดยระยะสั้นมุ่งเร่งระบายน้ำและฟื้นฟูพื้นที่ให้กลับมาใช้งานได้โดยเร็วที่สุด ทั้งการสูบน้ำจากจุดท่วมขังลงสู่ลำคลองสายหลัก การทำความสะอาดพื้นที่ครั้งใหญ่ (Big Cleaning) เพื่อกำจัดขยะและตะกอนที่ตกค้าง ตลอดจนการตรวจสอบและซ่อมบำรุงระบบสาธารณูปโภค ถนน และภูมิทัศน์ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการกลับมาดำเนินกิจกรรมภายในสถาบัน

          ส่วนแผนระยะยาวมุ่งพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วมและการบริหารจัดการน้ำแยกตามโซนพื้นที่ ทั้งการก่อสร้างแนวป้องกันน้ำท่วมด้วยคันดินหรือคอนกรีต การวางระบบสถานีสูบน้ำขนาดใหญ่ในแต่ละโซน พร้อมระบบระบายน้ำและไฟฟ้าสำรอง รวมถึงการพัฒนาระบบแจ้งเตือนน้ำท่วมอัจฉริยะที่เชื่อมโยงข้อมูลจากสำนักวิจัยนวัตกรรมเมืองอัจฉริยะ (SCiRA) สำนักบริหารข้อมูลดิจิทัล พระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KDMC) และข้อมูลภายในสถาบัน เพื่อประเมินแนวโน้มและแจ้งเตือนสถานการณ์ตามเกณฑ์ของแต่ละพื้นที่

          แม้สถานการณ์น้ำท่วมในหลายจุดจะเริ่มคลี่คลาย แต่การเฝ้าระวังยังไม่อาจสิ้นสุดลง สจล. ยังคงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับฝนที่อาจตกลงมาเพิ่มเติม และปรับแผนการระบายน้ำตามสถานการณ์ เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำกลับเข้าท่วมพื้นที่สถาบันและชุมชนโดยรอบอีกครั้ง

          การเตรียมความพร้อมดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับความเชื่อมั่นต่อสถาบันในระยะยาว อาจารย์สุพจน์สะท้อนว่า เหตุการณ์น้ำท่วมครั้งนี้อาจส่งผลต่อความรู้สึกของนักศึกษาและผู้ปกครอง โดยเฉพาะความกังวลด้านความปลอดภัย การพัฒนาระบบป้องกันน้ำท่วมและเส้นทางคมนาคมที่สามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ จึงเป็นส่วนสำคัญในการสร้างความมั่นใจต่อการเข้ามาศึกษาและใช้ชีวิตภายในสถาบัน ขณะเดียวกัน อธิการบดียังมองถึงการพัฒนาศักยภาพของ สจล. ให้สามารถดูแลพื้นที่ของตนเองและเป็นศูนย์กลางส่งต่อความช่วยเหลือแก่ชุมชนเมื่อเกิดภัยพิบัติในอนาคต

          นอกเหนือจากร่องรอยความเสียหาย วิกฤตครั้งนี้ยังทิ้งร่องรอยบางอย่างไว้ในความทรงจำของผู้คน ทั้งภาพความสามัคคีความร่วมมือของผู้บริหาร อาจารย์ บุคลากร และนักศึกษา ที่แม้จะมีบทบาทหน้าที่แตกต่างกัน แต่ต่างเข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้ที่กำลังเผชิญความยากลำบาก รวมถึงเรื่องราวของนักเรียนคนหนึ่งที่ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบภัย ก่อนจะค้นพบความฝันว่าอยากเติบโตไปเป็นแพทย์เพื่อดูแลผู้อื่น เรื่องราวเล็ก ๆ เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ท่ามกลางวิกฤตที่สร้างความสูญเสีย การได้ช่วยเหลือผู้อื่นยังอาจกลายเป็นประสบการณ์ที่จุดประกายความฝันและสร้างความหมายบางอย่างให้กับชีวิตของผู้คนได้เช่นกัน

          เมื่อสายน้ำลดลง ร่องรอยความเสียหายอาจค่อย ๆ ได้รับการซ่อมแซมและฟื้นฟู แต่เรื่องราวของผู้คนที่ร่วมเผชิญวิกฤต ความช่วยเหลือที่เกิดขึ้นระหว่างทาง และความฝันเล็ก ๆ ที่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางเหตุการณ์ครั้งนี้ จะยังคงเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำจากวิกฤตน้ำท่วมลาดกระบัง พ.ศ. 2569

 

ภาพ : Big Cleaning Day

บทความโดย วรภร บุญเจริญ สำนักงานสื่อสารองค์กร
Scroll to Top